เสียหายไปพันล้าน ความยุติธรรมที่หายไป คดี STARK กับระบบคุ้มครองนักลงทุนที่บกพร่องของประเทศไทย
หนึ่งในการฉ้อโกงตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้เพียงแค่เปิดโปงการทุจริตในองค์กรณ์ แต่ยังรวมถึงความล้มเหลวเชิงระบบในการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย
ลองนึกภาพดูนะครัน คุณเป็นครู หรืออาจเป็นเจ้าของร้านค้าเล็กๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคุณเก็บเงินทีละนิดทุกเดือน เพราะรู้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าทำให้ถูกทาง มันคือวิธีที่คนธรรมดาสร้างความมั่งคั่งได้จริงๆ วันหนึ่งคุณเจอ STARK Corporation ในตลาดหลักทรัพย์ ตัวเลขดูดี ผู้สอบบัญชีมืออาชีพรับรองงบการเงิน โบรกเกอร์รายใหญ่ก็แนะนำให้ซื้อ คุณเลยซื้อ
แล้วหุ้นก็ดิ่งลง ไม่ใช่แค่ร่วงนิดหน่อย แต่ลงไปจนแทบไม่เหลืออะไร และพอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คุณก็รู้ว่าตัวเลขรายได้ที่เห็นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น สินค้าคงคลังที่อ้างว่ามีนั้นไม่ได้มีอยู่จริง และคนที่ควรจะตรวจสอบทุกอย่าง รู้ หรืออย่างน้อยก็ควรรู้
นี่ไม่ใช่เรื่องของนักพนันที่โลภเกินไป นี่คือเรื่องของความไว้วางใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทุกระบบที่เราพึ่งพาเพื่อปกป้องเรา ล้มเหลวอย่างเงียบ ๆ
STARK คืออะไร และเกิดอะไรขึ้นจริงๆ?
มองเผิน ๆ แล้ว STARK Corporation นั้นเป็นบริษัทที่น่าเบื่อที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
เป็นผู้ผลิตสายไฟและสายเคเบิลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ก็ถูกเพิกนอกจากตลาดหลักทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว) เป็นบริษัทอุตสาหกรรมธรรมดาที่นั่งอยู่กลางพอร์ตของผู้จัดการกองทุนโดยแทบไม่มีใครพูดถึง
ภาคธุรกิจน่าเบื่อ สินค้าจับต้องได้ รายได้เติบโตขึ้นทุกปี
แต่ไม่มีอะไรเป็นเรื่องจริงเลย
สิ่งที่ผู้สอบสวนค้นพบในที่สุดคือหนึ่งในการฉ้อโกงหลักทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยเคยเห็น
ผู้บริหารได้ปรับแต่งรายได้เพื่อให้บริษัทดูแข็งแกร่งกว่าความเป็นจริงมาก
สินค้าคงคลังที่อ้างว่าอยู่ในโกดังก็ไม่ได้มีอยู่จริง
หรือไม่ก็ถูกประเมินสูงเกินจริงอย่างมาก งบการเงินที่นักลงทุนรายย่อยและที่ปรึกษาพึ่งพา
พูดตรงๆ คือปลอม
เมื่อการฉ้อโกงถูกเปิดเผยมาในกลางปี 2566 หุ้นก็ดิ่งลงและในที่สุดแทบจะไม่มีมูลค่าเหลือ
ผู้ถือหุ้นกู้ที่ให้บริษัทกู้ยืมเงินได้แต่ถือกระดาษที่แทบไม่มีค่าอะไร
การฉ้อโกงนั้นลึกกว่าแค่ผู้บริหารไม่กี่คนที่ทำการทุจริต ก.ล.ต.ตั้งข้อกล่าวหาอดีตกรรมการและผู้บริหาร STARKว่าปลอมแปลงงบการเงินและแสดงข้อมูลเท็จ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการต่อผู้สอบบัญชีของบริษัทสำหรับงานตรวจสอบที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและอาจช่วยให้ความผิดไม่ถูกตรวจพบ
ก่อนการล่มสลาย: ผู้ผลิตที่ได้รับความนับถือ
กำไรที่รายงานแข็งแกร่ง นักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์รายใหญ่ต่างก็ให้การวิเคราะห์เชิงบวก
หลังการล่มสลาย:
บริษัทอยู่ระหว่างการสอบสวนทางอาญา ความเสียหายที่ถูกกล่าวหาประมาณ 14,800 ล้านบาท
(ณ ปี 2566) และราคาหุ้นที่ดิ่งลงจนเกือบเป็นศูนย์
ใครได้รับผลกระทบ และหนักแค่ไหน?
คนที่สูญเสียมากที่สุดไม่ใช่ hedge fund ไม่ใช่สถาบันที่มีทีมนักวิเคราะห์และผู้จัดการความเสี่ยงที่สามารถยับยั้งความเสียหายได้เร็ว
พวกเขาคือคนธรรมดาจำนวนมาก
นักลงทุนจำนวนมากถือหุ้น STARK บางคนยังถือหุ้นกู้ STARK ด้วย ทำให้พวกเขาเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ในเวลาเดียวกัน ผู่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย นั่นคือเหตุผลที่ความเสียหายแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง
ความเสียหายอย่างเป็นทางการถูกประเมินไว้ที่
14,800 ล้านบาทในปี 2566 ภายในปี 2568 ยอดเรียกร้องของเจ้าหนี้รวมสูงถึง 131,000ล้านบาท
เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือคนจริง ๆ ที่จะไม่ได้รับเงินที่เสียไปกลับมา ครู ข้าราชการบำนาญ คนอายุ 50 ที่คาดหวังว่าจะใช้เงินนั้นในอีกสิบปีข้างหน้า
โอเค แล้วคุณทำอะไรได้บ้าง?
นี่คือความจริงที่ฟังดูไม่สบายใจเท่าไหร่ คำตอบตรงๆ ของ "คุณทำอะไรได้บ้าง?" คือ... ไม่มากนัก
อย่างน้อยก็ในแง่ปฏิบัติ
ลองดูตัวเลือกต่างๆ กัน
ข้อสรุปที่ตรงไปตรงมา: ตัวเลือกของคุณดูเหมือนจะมีอยู่จริง แต่นักลงทุนรายย่อยที่สูญเสีย 50,000 บาทจาก STARK แทบไม่มีเส้นทางที่ใช้งานได้จริงในการเอาเงินคืน ระบบที่ออกแบบมาไม่ได้รับใช้คุณในสถานการณ์นี้
ทำไมมันถึงยากนักที่จะสู้กลับ? ปัญหาจริง ๆ
มาพูดกันว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น เพราะมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย
ปัญหาแรกคือการที่มีผู้เสียหายจำนวนมากแต่กลับรู้สึกไร้พลัง ลองจินตนาการว่าคุณและอีก 999,999 คนถูกล้วงกระเป๋าในคนละจำนวนในสนามกีฬาเดียวกัน คุณทุกคนรู้ว่าใครทำ แต่กฎหมายบอกว่าแต่ละคนต้องจ้างทนายของตัวเอง ยื่นฟ้องคดีของตัวเอง พิสูจน์ความเสียหายของตัวเอง และตามล่าคนเดิมแยกกัน คนล้วงกระเป๋าเลยยืนหัวเราะอยู่ เพราะแม้คนหนึ่งชนะ แต่อีก 999,999 คนก็อาจไม่มีเงินพอจะพยายาม
นั่นคือความท้าทายที่เหยื่อการฉ้อโกงหลักทรัพย์รายย่อยในไทยกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ กฎหมายให้ฟ้องคดีกลุ่มได้ แต่ไม่มีกฎหมายการฉ้อโกงหลักทรัพย์โดยเฉพาะ และทนายไม่มีแรงจูงใจทางการเงินพอที่จะรวมข้อเรียกร้องรายย่อยเล็ก ๆ ให้เป็นคดีขนาดใหญ่ที่จะกระทบผู้กระทำผิดได้จริง ๆ
ปัญหาที่สองคือใครแบกภาระการพิสูจน์ ภายใต้เค้าโครงทางกฎหมายในปัจจุปัน ถ้าคุณต้องการฟ้องร้องสำหรับการสูญเสียจากการเปิดเผยข้อมูลเท็จ คุณต้องพิสูจน์ว่าคุณเห็น อ่าน และพึ่งพาข้อมูลเท็จเฉพาะนั้นด้วยตัวเอง นั่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ซื้อตามแนวโน้มตลาดทั่วไป รายงานของนักวิเคราะห์ และคำแนะนำของกองทุน ไม่ใช่เพราะพวกเขาอ่านเอกสารเฉพาะด้วยตัวเอง
ปัญหาที่สามคือการเน้นการบังคับใช้กฎหมายไปที่ไหน ก.ล.ต. สอบสวนและดำเนินคดีการกระทำผิดอย่างแข็งขันทั้งทางอาญาและแพ่ง แต่ผู้สังเกตการณ์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีอาญามักได้รับความสนใจมากกว่าการชดเชยให้นักลงทุนโดยตรง สองเป้าหมายนี้ยังคงแยกจากกัน โดยการดำเนินคดีมักได้รับความใส่ใจมากกว่าการชดเชยความเสียหายให้นักลงทุนรายย่อยให้คืนสู่สภาพเดิม
แล้วก็มีเรื่องการสอบบัญชี เมื่อบริษัทที่ลงนามรับรองงบการเงินพลาดสิ่งใหญ่ขนาดนี้ มันตั้งคำถามจริงๆ เกี่ยวกับผลที่ตามมา ผู้สังเกตการณ์หลายคนรู้สึกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายสำหรับบริษัทสอบบัญชีในไทยยังไม่รุนแรงพอที่จะสร้างการยับยั้งที่แท้จริง
ระบบกฎหมายสหรัฐฯให้การเปรียบเทียบที่มีประโยชน์ ไม่ใช่เป็นแบบจำลองที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นตัวอย่างของกลไกที่แตกต่าง ในสหรัฐฯ การฉ้อโกงหลักทรัพย์มักจะกระตุ้นให้เกิดคดีกลุ่มทันทีที่ขับเคลื่อนโดยค่าทนายแบบ contingency fee (ค่าทนายความตามผลคดี) นอกเหนือจากความเสี่ยงทางอาญา ผู้บริหารบริษัทและผู้สอบบัญชียังเผชิญกับคดีแพ่งจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบสร้างกองทุนการตกลงความเสียหาย (settlement funds) ที่คืนส่วนหนึ่งของทุนที่หายไปให้นักลงทุน ความเสี่ยงทางการเงินนั้นจึงมีอยู่จริงและสำคัญ ในประเทศไทย ช่องโหว่การยับยั้งปัจจุบันคือบทลงโทษที่คาดหวังมักไม่ได้แสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินที่ร้ายแรงต่อคนที่กระทำการฉ้อโกงประเภทนี้ ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างนั้นเป็นเหตุผลหลักที่การฉ้อโกงขนาดใหญ่สามารถหยั่งรากและไม่ถูกตรวจพบเป็นเวลาหลายปี
อะไรจะแก้ปัญหานี้ได้จริงๆ?
ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้รุนแรงอะไร ข้อเสนอเหล่านี้จะปรับแนวทางปฏิบัติตลาดของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่พิสูจน์แล้ว
1. ทำให้คดีกลุ่มใช้ได้จริงสำหรับนักลงทุน
โครงสร้างคดีกลุ่มที่มีอยู่ของไทยสามารถเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากสำหรับการฉ้อโกงหลักทรัพย์
ทำให้กระบวนการรับรองคดีง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงทางขั้นตอนสำหรับโจทก์และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเหยื่อการฉ้อโกงได้สามารถเรียกร้องค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ นั่นทำให้การบังคับกฎหมายกับภาคเอกชนมีความรุนแรงที่จะเป็นตัวยับยั้งที่แท้จริง
2. ปรับสมดุลภาระการพิสูจน์สำหรับการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ
เมื่อบริษัทมหาชนหรือผู้สอบบัญชีนำข้อมูลเท็จออกสู่ตลาด ภาระไม่ควรตกอยู่กับนักลงทุนรายย่อยโดยสมบูรณ์ที่ต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาพึ่งพาข้อมูลนั้นด้วยตัวเอง มีการกำหนดให้บริษัทและผู้สอบบัญชีแสดงให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลของพวกเขาทำด้วยความสุจริตและด้วยความรอบคอบที่เหมาะสม
3. ขยายกลไกการชดเชยนักลงทุน
เขตอำนาจศาลต่างประเทศหลายแห่งใช้กองทุนชดเชยที่ได้รับการสนับสนุนจากค่าปรับด้านกฎระเบียบเพื่อให้การชดเชยโดยตรงแก่นักลงทุนรายย่อย กองทุนที่มีอยู่ของไทยสามารถปรับปรุงให้ทันสมัยเพื่อครอบคลุมการสูญเสียจากการรายงานที่ฉ้อฉลและให้ความคุ้มครองที่ใช้ได้จริงสำหรับนักลงทุน
4. นำค่าปรับด้านกฎระเบียบไปสู่การชดเชยนักลงทุน
ขณะนี้ค่าปรับทางแพ่งของก.ล.ต. ส่วนใหญ่จะไปที่บัญชีทั่วไปของรัฐ รูปแบบ "Fair Fund" (กองทุนเยียวยานักลงทุนภายใต้กฎหมาย) จะนำเงินนั้นไปยังคนที่ได้รับอันตรายจากการฉ้อโกงจริงๆ ผู้กระทำผิดจ่ายและเงินกลับไปยังนักลงทุน ไม่ใช่เข้ากองเงินรวมของรัฐ
แบบแปลนเหล่านี้มีอยู่แล้ว ตลาดหลักทรรพย์อื่นๆ ได้ใช้พวกมันแล้ว เส้นทางข้างหน้าคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่วัดความสำเร็จของการบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่แค่จากจำนวนคำพิพากษา แต่จากความไว้วางใจที่ได้รับคืนในตลาดทุน
นักลงทุนที่ผมกล่าวถึงด้วยยังคงรอคอยอยู่
พวกเขายื่นเรื่องที่ทำได้ ติดตามวันนัดศาล และจริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้เงินคืนหรือเปล่า
ข้อสงวนสิทธิ์: บล็อกนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย
การเงิน หรือวิชาชีพใดๆ ทั้งสิ้น
กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับสถานการณ์เฉพาะของคุณ

Comments
Post a Comment